วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

5.2 โรคทางพันธุกรรมที่สำคัญ

เรื่องที่ 2 โรคทางพันธุกรรมที่สำคัญ
โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ โรคธาลัสซีเมีย โรคฮีโม,IIเลีย โรคตาบอดสี โรคคนเผือก โรคเบาหวาน รวมถึงกลุ่มอาการดาวน์ชินโดรม (Down’s syndrome) หรือ โรคปัญญาอ่อน เป็นด้น ซึ่งโรคติดต่อที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมนี้ หากไม่,มีการตรวจพบหรือคัดกรองก่อนการสมรส จะ เกิดปีญหาตามมามากมาย เช่น อาจทำให้เกิดพิการ หรือ เสียชีวิตในที่สุด รวมทั้งเกิดปีญหาด้านภาวการณ์ เลี้ยงดูและการรักษา ขั้นกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงควรมี การตรวจร่างกายเพื่อหากวามผิดปกติของคู,สมรส ก่อนแต่งงานหรือก่อนตั้งครรภ์โดยปีจจุบันมีแพทย์ที่ สามารถให้คำปรึกษาและตรวจรักษาได้ถูกโรงพยาบาล โรคที่ถ่ายทอดพันธุกรรมที่สำคัญ ได้แก่
2.1 โรคธาลัสซีเมีย
โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคเลือดจางที่มีสาเหตุมาจากมีความผิดปกติทาง พันธุกรรมทำให้มีการสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดผิดปกติจึงทำให้เม็ดเลือดแดง มีอายุสั้นกว่าปกติ แตกง่าย ถูกทำลายง่าย ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จึงมีเลือดจาง โรคนี้พบได้ทั้งหญิงและชาย ปริมาณเท่าๆ คัน ถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ทางพันธุกรรมพบได้ทั่วโลก และพบมากในประเทศไทยด้วย เช่นคัน
ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคนี้ร้อยละ 1 และพบผู้ที่มีพาหะนำโรคถึงร้อยละ 30-40 คือประมาณ 20 - 25 ล้านคน เมื่อคนที่เป็นพาหะแต่งงานคันและพบยีนผิดปกติร่วมคัน ก็อาจมีลูกที่เกิดโรคนี้ได้ ซึ่ง ประมาณการณ์ว่าจะมีคนไทยเป็นมากถึง 500,000 คน โรคนี้ทำให้เกิดโลหิตจางโดยเป็นกรรมพันธุของ การสร้างเฮโมโกลบิน ซึ่งมีสีแดงและนำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายส่วนต่าง ๆ
ธาลัสซีเมียเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของการสังเคราะห์เฮโมโกลบินที่เกิดจากความ เปลี่ยนแปลงในอัตราการสร้างสายโปรตีนเฮโมโกลบิน การที่มีอัตราการสร้างสายเฮโมโกลบินชนิดหนึ่งๆ หรือหลายชนิดลดลงจะรบกวนการสร้างเฮโมโกลบินและทำให้เกิดความไม่สมดุลในการสร้างสาย เฮโมโกลบินชนิดหนึ่ง หรือหลายชนิดลดลงจะรบกวนการสร้างเฮโมโกลบินและทำให้เกิดความไม่สมดุล ในการสร้างสายเฮโมโกลบินปกติอื่น
เฮโมโกลบินปกติประกอบด้วยสายเฮโมโกลบินสองชนิด (แอลฟาและไม่ใช่แอลฟา) ใน อัตราส่วน 1:1 สายเฮโมโกลบินปกติส่วนเกินจะตกค้างและสะสมอยู่ในเซลล์ในรูปของผลผลิตที่ไม่,เสถียร ทำให้เซลล์เสียหายได้ง่าย
ชนิดและอาการ
ธาลัสซีเมีย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ แอลฟาธาลัสซีเมีย และเบต้าธาลัสซีเมีย ซึ่งก็คือ ถ้ามี ความผิดปกติของสายแอลฟา ก็เรียกแอลฟาธาลัสซีเมีย และถ้ามีความผิดปกติของสายเบต้าก็เรียก เบด้าธาลัสซีเมีย
เบต้าธาลัสซีเมีย เบต้าธาลัสซีเมียจะเกิดขึ้นเมื่อสายเบต้าในเฮโมโกลบินนั้นสร้างไม่สมบูรณ์ ดังนั้น เฮโมโกลบินจึงขนส่งออกซิเจนได้ลดลง ในเบต้าธาลัสซีเมียสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดย่อย ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของยีนในการสร้างสายเบต้า
ถ้ามียีนที่สร้างสายเบต้าได้ไม่สมบูรณ์ 1 สาย (จากสายเบต้า 2 สาย) ภาวะซีดอาจมีความรุนแรงได้ ปานกลางถึงมาก ในกรณีนี้เกิดจากการได้รับยีนส์ที่ผิดปกติมาจากทั้งพ่อและแม่
ถ้ามีภาวะซีดปานกลาง จำเป็นต้องได้รับเลือดบ่อย ๆ โดยปกติแล้วสามารถมีชีวิตได้จนถึงวัย ผู้ใหญ่ แด,ถ้ามีภาวะซีดที่รุนแรงมักจะเสียชีวิตก่อนเนื่องจากซีดมาก ถ้าเป็นรุนแรงอาการมักจะเริ่มด้น ตั้งแต่อายุ 6 เดือนแรกหลังเกิด แด,ถ้าเด็กได้รับเลือดอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่แรกเริ่มก็มักจะมีชีวิตอยู่ได้นาน มากขึ้น แด,อย่างไรก็ตามก็มักจะเสียชีวิต เนื่องจากอวัยวะต่าง ๆ ถูกทำลาย เช่น หัวใจ และดับ เป็นด้น
แหล่งระบาดของเบต้าธาลัสซีเมีย ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแถบเมติเตอร์เรเนียน
แอลฟาธาลัสซีเมีย แอลฟาธาลัสซีเมีย เกิดขึ้นเนื่องจากเฮโมโกลบินในสายแอลฟามีการสร้าง ผิดปกติ โดยปกติแล้ว จะมีแหล่งระบาดอยู่ในแถบตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก ได้แก่ ไทย จีน ฟิลิปปินส์ และบางส่วนของแอฟริกาตอนใต้
ความผิดปกติเกี่ยวกับการสร้างสายแอลฟา โดยปกติแล้วสายแอลฟา 1 สายจะกำหนดโดยยีน 1 คู่2 แท่ง ดังนี้
ถ้ามีความผิดปกติเกี่ยวกับยีนในการสร้างสายแอลฟา 1ยีนจะไม่มีอาการใด ๆ แด,จะเป็นพาหะกี่ ส่งยืนนี้ไปยังลูกหลาน ถ้ามีความผิดปกติเกี่ยวกับยีนในการสร้างสายแอลฟา 2 ยีน จะมีภาวะซีดเพียง เล็กน้อย แต่ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ถ้ามีความผิดปกติเกี่ยวกับยีนในการสร้างสายแอลฟา 3 ยีน จะ เกิดภาวะซีดได้ตั้งแต่รุนแรงน้อย จนถึงรุนแรงมาก บางครั้งเรียกว่าเฮโมโกลบิน H ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับ เลือด ถ้ามีความผิดปกติเกี่ยวกับยีนในการสร้างสายแอลฟา 4 ยีนจะเสียชีวิตภายในระยะเวลาสั้น ๆ ภายหลังจากเกิดออกมา เรียกว่า เฮโมโกลบินบาร์ด
อาการ
จะมีอาการซีด ตาขาวสีเหลือง ตัวเหลือง ดับโต ม้ามโต ผิวหนังดำคลา กระดูกใบหน้าจะเปลี่ยน รูป มีจมูกแบน กะโหลกศีรษะหนา โหนกแก้มนูนสูง คางและขากรรไกรกว้าง พ่นบนยื่น กระลูกบาง เปราะ หักง่าย ร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่าคนปกติ แคระแกร็น ท้องปอง ในประเทศไทยมีผู้เป็นโรค ประมาณร้อยละ 1 ของประชากรหรือประมาณ 6 แสนคน
โรคเลือดจางธาลัสซีเมียมีอาการตั้งแต่ไม่มีอาการใด ๆ จนถึงมีอาการรุนแรงมากที่ทำให้เสียชีวิต ตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือหลังคลอดไม่เกิน 1 วัน ผู้ที่มีอาการจะซีดมากหรือมีเลือดจางมาก ต้องให้เลือดเป็น ประจำ หรือมีภาวะติดเชื้อบ่อย ๆ หรือมีไข้เป็นหวัดบ่อย ๆ ได้มากน้อยแล้วแด,ชนิดของธาลัสซีเมียซึ่งมี หลายรูปแบบ ทั้งแอลฟา - ธาลัสซีเมีย และเบต้า - ธาลัสซีเมีย
ผู้ที่มีโอกาสเป็นพาหะ
-ผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ก็มีโอกาสที่จะเป็นพาหะหรือมียีนแฝงสูง
-ผู้ที่มีลูกเป็นโรคนี้ แสดงว่าทั้งคู,สามีภรรยาเป็นพาหะหรือมียีนแฝง
-ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคธาลัสซีเมีย
-ล้าผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียและแต่งงานกับคนปกติที่ไม่มียีนแฝง ลูกทุกคนจะมียีนแฝง
-จากการตรวจเลือดด้วยวิธีพิเศษดูความผิดปกติของเฮโมโกลบิน
โอกาสเสี่ยงของการมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมีย
ล้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย (ป่วยทั้งคู,)
-ในการตั้งครรภ์แด,ละครั้งลูกทุกคนจะป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย
-ในกรณีนี้จึงไม่มีลูกที่เป็นปกติเลย
ถ้าทั้งพ่อและแม่มียีนแฝง (เป็นพาหะทั้งคู,)
-ในการตั้งครรภ์แด,ละครั้งโอกาสที่ลูกจะเป็นปกติ เท่ากับ ร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4
-ในการตั้งครรภ์แด,ละครั้งโอกาสที่ลูกจะมียีนแฝง (เป็นพาหะ) เท่ากับ ร้อยละ 50 หรือ 2 ใน 4
-ในการตั้งครรภ์แด,ละครั้งโอกาสที่จะมีลูกจะเป็นโรคธาลัสซีเมีย เท่ากับ ร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4
ล้าพ่อหรือแม่เป็นยีนแฝงเพียงคนเดียว (เป็นพาหะ 1 คน ปกติ 1 คน)
-ในการตั้งครรภ์แด,ละครั้งโอกาสที่จะมีลูกปกติเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 1 ใน 2
-ในการตั้งครรภ์แด,ละครั้งโอกาสที่ลูกจะมียีนแฝงเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 1 ใน 2
ล้าพ่อหรือแม่เป็นโรคธาลัสซีเมียเพียงคนเดียวและอีกฝายมียีนปกติ (เป็นโรค 1 คน ปกติ 1 คน)
-ในการตั้งครรภ์แด,ละครั้งลูกทุกคนจะมียีนแฝง หรือเท่ากับเป็นพาหะร้อยละ 100
-ในกรณีนี้จึงไม่มีลูกที่ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย
ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคธาลัสซีเมียเพียงคนเดียวและอีกฝ่ายมียีนแฝง (เป็นโรค 1 คน เป็นพาหะ 1 คน)
-ในการมีครรภ์แต่ละครั้งโอกาสที่ลูกจะป่วยเป็นโรคเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 1 ใน 2
-ในการมีครรภ์แต่ละครั้งโอกาสที่ลูกจะมียีนแฝงเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 1 ใน 2
-ในกรณีนี้จึงไม่มีลูกที่เป็นปกติเลย
การรักษา
1.ให้รับประทานวิตามินโท่ลิควันละเม็ด
2.ให้เลือดเมื่อผู้ป่วยซีดมากและมีอาการของการขาดเลือด
3.ตัดม้ามเมื่อต้องรับเลือดบ่อย ๆ และม้ามโตมากจนมีอาการอึดอัดแน่นท้อง กินอาหารได้น้อย
4.ไม่ควรรับประทานยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก
5.ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงซีดมาก ต้องให้เลือดบ่อยมากจะมีภาวะเหล็กเกิน อาจต้องฉีดยาขับเหล็ก
การปลูกถ่ายไขกระดูก
โดยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือด ซึ่งนำมาใช้ในประเทศไทยแล้วประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งทำสำเร็จในประเทศไทยแล้วหลายราย เด็ก ๆ ก็เจริญเติบโตปกติ เหมือนเด็กธรรมดาโดยหลักการ คือ นำไขกระลูกมาจากพี่น้องในพ่อแม่เดียวกัน (ต่างเพศก็ใช้ไต้) นำมา ตรวจความเหมาะสมทางการแพทย์หลายประการ และดำเนินการช่วยเหลือ
การเปลี่ยนยีน
นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีทันสมัยล่าสุดคือการเปลี่ยนยีน ซึ่งกำลังดำเนินการวิจัยอยู่
แนวทางการป้องกันโรคธาลัสซีเมีย
-จัดให้มีการแกอบรมบุคลากรทางการแพทย์เพื่อจะไต้มีความ!ความสามารถในการวินิจฉัย หรือให้กำปรึกษาโรคธาลัสซีเมียได้ถูกวิธี
-จัดให้มีการให้ความ!ประชาชน เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมียเพื่อจะไต้ทำการค้นหากลุ่มที่มีความ เสี่ยง และให้กำแนะนำแก,ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียในการปฏิบัติตัวไต้อย่างถูกวิธี
-จัดให้มีการให้กำปรึกษาแก,คู,สมรสมีการตรวจเลือดคู่สมรสเพื่อตรวจหาเชื้อโรคธาลัสซีเมีย และจะไต้ให้กำปรึกษาถึงความเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดโรคธาลัสซีเมียได้ รวมถึงการแนะนำ และการควบคุม กำเนิดที่เหมาะสมสำหรับรายที่มีการตรวจพบว่าเป็นโรคธาลัสซีเมียแล้ว เป็นต้น
2.3 โรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องมาจากการขาด ฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือด สูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่าง ๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาท เป็นต้น ฮอร์โมนอินซูลินมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร
อินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของดับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนิน ชีวิต ล้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการ ต่าง ๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความ ผิดปกติอื่น ๆ เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วย อาการของโรคเบาหวาน
คนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้า จะมีระดับน้ำตาลในเลือดร้อยละ 10-110 มก. หลัง รับประทานอาหารแล้ว 2 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 1 - 40 มก. ผู้ที่ระดับน้ำตาลสูงไม่มาก อาจจะ ไม่มีอาการอะไร การวินิจฉัยโรคเบาหวานจะทำไต้โดยการเจาะเลือด
อาการที่พบบ่อยได้แก่
1.การมีปัสสาวะบ่อย ในคนปกติมักไม่ต้องลุกขึ้นปีสสาวะในเวลากลางคืน หรือปีสสาวะไม่เกิน 1 ครั้ง เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า 180 มก. โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ำตาลจะถูกขับออกทาง ปีสสาวะ ทำให้น้ำถูกขับออกมากขึ้นจึงมีอาการปีสสาวะบ่อยและเกิดสูญเสียน้ำ และอาจพบว,าปีสสาวะ มีมดตอม
2.ผู้ป่วยจะหิวน้ำบ่อย เนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปีสสาวะ
3.ผู้ป่วยจะกินเก่ง หิวเก่ง แต่น้ำหนักจะลดลงเนื่องจากร่างกายนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อแทน
4.อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เกิดจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลจึงย่อยสลายส่วนที่เป็นไขมัน และ โปรตีนออกมา
5.อาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ อาการคัน อาการติดเชื้อ แผลหายช้า
-คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง สาเหตุของอาการคัน เนื่องจาก ผิวแห้งไป หรือมีอาการอักเสบของผิวหนัง
-เห็นภาพไม่ชัด ตาพร่ามัว ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย เช่น สายตาสั้น ต้อกระจก น้ำตาลในเลือดสูง
-ชาไม่มีความรู้สึก เจ็บตามแขน ขา บ่อย หย่อนสรรมภาพทางเพศ เนื่องจากน้ำตาลสูงนาน ๆ ทำให้เส้นประสาทเสื่อม
-เกิดแผลที่เท้าไต้ง่าย เพราะอาการชาไม่รู้สึก เมื่อไต้รับบาดเจ็บ
2.4 โรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งในคนปกติไม่มีปฏิกิริยานี้ เกิดขึ้นผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้มีปฏิกิริยาภูมิไวเกินต่อ ฝุ่น ตัวไรฝุ่น เชื้อราในอากาศ อาหาร ขนสัตว์ เกสร ดอกไม้ เป็นต้น สารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิไวเกินนี้เรียกว่า “สารก่อภูมิแพ้” โรคภูมิแพ้ สามารถแบ่งไต้ ตามอวัยวะที่เกิดโรคไต้เป็น 4 โรค คือ
-โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ
-โรคตาอักเสบจากภูมิแพ้
-โรคหอบหืด
-โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
โรคภูมิแพ้ จัดเป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่งในประเทศไทย จากการศึกษาอัตราความชุกของโรค ในประเทศไทย มีอัตราความชุกอยู่ระหว่าง 15-45% โดยประมาณ โดยพบโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ มีอัตราชุกสูงสุดในกลุ่มโรคภูมิแพ้ นั่นหมายความว่า ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ มีปีญหา เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้อยู่
โรคภูมิแพ้สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ คือ ถ่ายทอดจากพ่อและแม่มาสู่ลูก เหมือนภาวะอื่น ๆ เช่น หัวล้าน ความสูง สีของตา เป็นต้น ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าพ่อแม่ของคุณเป็นโรคภูมิแพ้ คุณอาจจะ ไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ไต้
โดยปกติ ล้าพ่อหรือแม่ คนใดคนหนึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณ 25% แด,ล้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู, ลูกที่เกิดออกมามีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้สูงถึง 66% โดยเฉพาะโรค โพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จะมีอัตราการถ่ายทอดทางกรรมพันธุสูงที่สุด
โรคภูมิแพ้ อาจหายไปไต้เองเมื่อผู้ป่วยโตเป็นผู้ใหญ่ แด,ส่วนใหญ่มักไม่หายขาด โดยอาการของ โรคภูมิแพ้อาจสงบลงไปช่วงหนึ่ง และมักจะกลับมาเป็นใหม่
สรุป
โรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมนับว่าเป็นปีญหาที่สำคัญ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตตั้งแต่คลอด ออกมา หรือไต้รับความทรมานจากโรค เมื่อเกิดอาหารแล้วไม่มีทางรักษาให้หายขาดไต้ มีเพียงรักษา เพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น หรือควบคุมให้โรคแสดงอาการออกมา ตังนั้น การตรวจสอบโรคทาง พันธุกรรม และการให้คำปรึกษาทางต้านพันธุศาสตร์แก,คู,สมรส รวมทั้งการตรวจสุขภาพก่อนการ แต่งงานจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการป้องกันก่อนการตั้งครรภ์ ซึ่งแพทย์ตามสถานพยาบาล สามารถให้คำแนะนำปรึกษาไต้
กิจกรรม
ตอบคำถามต่อไปนี้แล้วบันทึกในแฟ้มสะสมงานพร้อมอธิบายในชั้นเรียน
1.โรคธาลัสซีเมียเกิดจากสาเหตุอะไรและมีกี่ประเภทอะไรบ้าง
2.โรคภูมิแพ้เกิดจากสาเหตุอะไรและมีอวัยวะใดบ้างที่เกิดโรคภูมิแพ้ได้
สำรวจเพื่อนในกลุ่มว่าใครเป็นโรคภูมิแพ้บ้าง เพื่อจะได้ออกมาอภิปรายให้ทราบถึงอาการที่ เป็นและสันนิษฐานหาสาเหตุ และค้นหาวิธีการป้องกันร่วมกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น